เมาแล้วขับประกันรถยนต์คุ้มครองไหม? โทษทางกฎหมายและเงื่อนไขประกันภัยรถยนต์ที่หลายคนยังไม่รู้

ถ้ากล่าวถึง “อุบัติเหตุบนท้องถนน” ในประเทศไทย ถือเป็นปัญหาใหญ่ในประเทศเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลต่าง ๆ แต่ละปีจะมีประชาชนต้องบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดจาก “การเมาแล้วขับ” เป็นจำนวนมาก
สถิติผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการ “เมาแล้วขับ”
จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ปี 2562 – 2566 มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการ “เมาแล้วขับ” มากถึง 284,253 ราย เฉลี่ยปีละ 56,850 ราย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือที่มักจะเรียกกันว่า 7 วันอันตรายของทุกปี จะมีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต เฉลี่ยถึง 4,519 ราย
“เมาแล้วขับ” กฎหมายกำหนดปริมาณแอลกอฮอล์ไว้เท่าไร?
เรามาทำความรู้จักกับคำว่า “เมาแล้วขับ” กันครับ กล่าวคือ “การขับขี่ยานพาหนะในขณะที่ร่างกายมีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ถือเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และ พระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน”
ปริมาณแอลกอฮอล์ที่กฎหมายกำหนดให้ถือว่า “เมา” หรือ “หย่อนความสามารถในการขับขี่” เมื่อมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด
1.เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ขับขี่ทั่วไป แต่จะลดลงเหลือ
2.เกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ สำหรับผู้ขับขี่ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี, ผู้มีใบขับขี่ชั่วคราว, หรือผู้ที่อยู่ระหว่างการถูกพักใช้/เพิกถอนใบขับขี่
3.นอกจากนี้ ผู้ขับขี่รถสาธารณะ, รถโดยสาร, และรถบรรทุกขนาดใหญ่ จะต้องมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเป็น 0 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์
โทษทางกฎหมายสำหรับผู้ขับขี่ขณะเมาสุรา กฎหมายไทยกำหนดบทลงโทษที่หนักและชัดเจน เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำความผิดซ้ำ ดังนี้:

1.ความผิดฐานขับรถขณะเมาสุรา (ไม่เกิดอุบัติเหตุ) ตาม มาตรา 157 แห่ง พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี โทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลอาจสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ และสามารถยึดรถไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน
2.ความผิดฐานขับรถขณะเมาสุรา เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ โทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี โทษปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาต
3.ความผิดฐานขับรถขณะเมาสุรา เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส โทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 10 ปี โทษปรับตั้งแต่ 40,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
4.ความผิดฐานขับรถขณะเมาสุรา เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 10 ปี โทษปรับตั้งแต่ 60,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ศาลสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
เงื่อนไข “เมาแล้วขับ” ของบริษัทประกันภัย
สำหรับบริษัทประกันภัยทุกแห่งในประเทศไทยกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนเกี่ยวกับการ “เมาแล้วขับ” เนื่องจากถือเป็นการเพิ่มความเสี่ยงภัยที่ผิดไปจากปกติ ตามเงื่อนไขมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) หากขณะขับขี่ผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ดังต่อไปนี้
1.มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือ
2.มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ กรณีการขับขี่โดยบุคคลซึ่งมี อายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ หรือโดยบุคคลที่มีใบอนุญาตขับรถชั่วคราว หรือโดยบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถหรือ อยู่ระหว่างพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ หรือ
3.กรณีไม่ยินยอมให้เจ้าพนักงานจราจร พนักงานสอบสวน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ทดสอบวัด ปริมาณแอลกอฮอล์ จนถูกดำเนินคดีฐานขับรถขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ตามกฎหมายว่าด้วยการจราจร ทางบก และผู้ขับขี่ได้ยอมรับหรือศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษในความผิดดังกล่าว
ตารางเงื่อนไขความคุ้มครองของบริษัทประกันภัยกรณี “เมาแล้วขับ”
หากผู้เอาประกันภัยได้จัดทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ เมื่อเกิดอุบัติเหตุในขณะที่ผู้ขับขี่มีระดับแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และบริษัทประกันภัยพิสูจน์ได้ ผลที่ตามมาความรับผิดชอบในการชดใช้ค่าเสียหายจากเมาแล้วขับ มีดังนี้:

นอกจากกรณี “เมาสุรา” ที่กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจถึงแม้จะให้ความคุ้มครองไปก่อนแล้วค่อยเรียกคืนจากผู้ที่ต้องรับผิดตามกฎหมายแล้ว ในกรณีเมื่อเกิดอุบัติเหตุในขณะที่ผู้ขับขี่ “มีสารเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ หรือมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิต และประสาทตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทในร่างกาย จนถูกดำเนินคดีตาม กฎหมายว่าด้วยจราจรทางบก และผู้ขับขี่ได้ยอมรับ หรือศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดลงโทษในความผิดดังกล่าว” ก็ใช้หลักเกณฑ์การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแบบเดียวกันกับ “เมาสุรา”
“แม้ระดับความมึนเมาจะวัดได้ยากด้วยความรู้สึก แต่มาตรฐานการคุ้มครองของ ประกันภัยนั้นมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนตามปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ผู้ขับขี่จึงควร ตระหนักและรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการปฏิบัติตามกฎกติกาอย่างเคร่งครัด เพราะ ‘ความรับผิดชอบ’ เริ่มต้นที่การตัดสินใจก่อนนั่งหลังพวงมาลัย”
เมาแล้วขับ พ.ร.บ. รถยนต์ คุ้มครองหรือไม่?
หากรถไม่มี พ.ร.บ. ต้องทำอย่างไร?
สำหรับการทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เมื่อเกิดอุบัติเหตุในขณะที่ผู้ขับขี่มีระดับแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดก็ตาม บริษัทประกันภัยก็ยังคงให้ความคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
แต่หากการเกิดเหตุในครั้งนั้น รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ไม่ได้จัดทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ผู้ประสบภัยก็สามารถเรียกร้องค่ารักษาพยาบาล หรือค่าสินไหมทดแทนได้จาก “กองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถ” แต่สามารถเรียกร้องได้เฉพาะ “ความเสียหายเบื้องต้น” เท่านั้น โดยกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถ จะดำเนินการจ่ายภายใน 7 วัน เมื่อกองทุนทดแทนผู้ประสบภัยจากรถ จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นให้แก่ผู้ประสบภัยแล้ว กองทุนฯ จะดำเนินการไล่เบี้ยเรียกค่าเสียหายเบื้องต้นคืน “พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 20” จากผู้กระทำผิด หรือเจ้าของรถผู้ประสบภัยในลำดับต่อไป
สรุป
การเมาแล้วขับนอกจากโทษความผิดทางอาญาที่ต้องติดคุกและเสียค่าปรับแล้ว ผลกระทบในทางการประกันภัยก็ยังสร้างภาระทางการเงินที่รุนแรงให้กับผู้เอาประกันภัย หรือผู้ขับขี่ที่เมาสุราอย่างคาดไม่ถึง การที่บริษัทประกันภัยใช้สิทธิ์ไล่เบี้ยคืน (เรียกคืนเงินที่จ่ายไป) ทำให้ต้องรับผิดชอบหนี้ก้อนใหญ่ทันที และรถยนต์คันเอาประกันภัยของตัวเองก็ไม่ได้รับการซ่อมแซมจากบริษัทประกันภัยด้วย หากต้องดื่มแอลกอฮอล์ การเรียกใช้บริการรถสาธารณะที่เสียค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่ร้อยบาท ย่อมดีกว่าการเสี่ยงติดคุก เสียค่าปรับ และแบกรับภาระหนี้สินจากการถูกไล่เบี้ยคืนจากบริษัทประกันภัย


